วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

เรียนรู้วิทยาศาสตร์จาก ชีส


รูที่พบเห็นได้ในสวิสชีส (Swiss-type cheese) ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยกรดแลคติคได้เป็นกรดโพรไพโอนิกของจุลินทรีย์ Propionibacterium freudenreichii subspecies shermanii
Lactate → 2 Propionate + Acetate + CO2 + H2O
คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานี้จะถูกสะสมไปเรื่อยๆ แทรกอยู่ในเนื้อของชีส ทำให้เกิดเป็นรู (hole) หรือ ตา (eye) นั่นเอง โดยในระหว่างการบ่มสวิสชีส 175 ปอนด์ จะมีการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 120 ลิตร (325 แกลลอน)


 

 5. ผู้ที่แพ้แลคโตสในนม สามารถรับประทานชีสได้หรือไม่

บนโลกใบนี้มีผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตสในนม (lactose intolerance) มากถึง 65% ของประชากรทั้งหมดบนโลก เนื่องจากไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้
อาการการแพ้น้ำตาลแลคโตส (lactose intolerance) คือ อาการท้องเสียที่เกิดจากการดื่มนม โดยจะเกิดกับคนที่ขาดเอนไซม์ แลคแตส (lactase) หรือ เบต้ากาแลกโทสิเดส (beta galactosidase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (lactose) ในน้ำนม ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส (glucose) กับ น้ำตาลกาแลคโตส (galactose) เนื่องจากแลกแตส (lactase ) เป็น เอนไซม์ที่พบในสัตว์ที่ยังไม่หย่านม ถ้าในร่างกายขาดเอนไซม์แลคเตสจะทำให้น้ำตาลแลคโตสไม่ถูกย่อยและเมื่อเคลื่อน เข้าสู่ลำไส้ แบคทีเรียจะย่อยน้ำตาลแลคโตสแล้วจะทำให้เกิดกรด และแก๊สชนิดต่างๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน และมีเทน เป็นสาเหตุให้ท้องเสียนั่นเอง

การแพ้แลคโตสนั้นไม่ใช่ภูมิแพ้เพราะจะไม่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่าง กาย และต่างจากการแพนมวัว (Milk Allergy) ซึ่งเป็นอาหารก่อภูมิแพ้ (food allergen) เพราะการแพ้นมวัวคือการที่ร่างกายแพ้ โปรตีน ที่อยู่ในนมวัว แต่อาจสามารถย่อยน้ำตาลแลคโตส ได้ ซึ่งการแพ้นมมีอาการของภูมิแพ้ เช่น อาการบวม เป็นผื่น น้ำตาไหล น้ำมูกไหล หลังการกินผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัวก็ จึงไม่ควรให้ทารกดื่มนมวัว (ที่ไม่มีการดัดแปลงให้เหมาะกับทารก) ก่อนอายุ 1 ขวบ
อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส พบบ่อย ในวัยผู้ใหญ่ ที่เลิกดื่มนมเป็นเวลานาน เอนไซม์นี้จะหายไป เมื่อกลับมาดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์นม จะย่อยน้ำตาลแลกโตสไม่ได้ ทำให้มีอาการท้องเสีย แต่เนื่องจากระดับการแพ้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนสามารถกินผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัวในปริมาณเล็กน้อยได้โดยไม่มี อาการแพ้มากนัก แต่ บางคนนั้นแม้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัวในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ อาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้นอกจากนี้การรับประทานยาบางตัวก็อาจส่งผลให้ ร่างกายหยุดการผลิตเอนไซม์แลคเตสชั่วคราวได้ รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้และทางเดินอาหาร เช่น โรคแพ้กลูเตน Celiac disease และโรคโครห์น (Crohn's disease) ก็อาจเกิดภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสได้เช่นกัน

ความสามารถในการย่อยน้ำตาลแลคโตสนั้นเป็นวิวัฒนาการของมนุษย์ทั้งทางพันธุ กรรม ร่างกายและการใช้ชีวิต เอนไซม์แลคเตสนี้เป็นผลมาจากวิวัฒนาการของยีนในช่วง 7,000 ถึง 10,000 ปี ก่อนของเกษตรกรในยุโรปกลาง แต่การที่จะได้ประโยชน์สูงสูดนั้นในร่างกายจะต้องมีวิตามินดี สำหรับช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟตที่อยู่ในนม ร่างกายของมนุษย์สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากการได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า
เกือบทุกคนในตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรปสามารถสร้างเอนไซม์แลคเตสได้ แต่ปัจจุบันจำนวนคนที่ร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสได้นั้นลดลง ได้มีการค้นพบไขมันของนมในหม้อที่ประเทศลิเบีย ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า เป็นนมวัวโดยอายุของไขมันอยู่ระหว่าง 5200 และ 3800 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีที่กล่าวถึงคนที่สามารถสร้างเอนไซม์แลคเตสได้ว่าพวกเขา เหล่านั้นอพยพมาจากยุโรปเพื่อเข้าสู่แอฟริกาในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ชาวแอฟริกันบางส่วนและคนที่อาศัยอยู่ในแถวตะวันออกกลางสามารถย่อยนมวัว ได้ ในขณะที่คนที่อาศัยอยู่ในแถบตะวันออกและใต้ของแอฟฟริกันไม่สามารถย่อยนมวัว ได้ เช่นเดียวกับในแถบเอเชียและออสเตรเลียด้วย

วิธีการหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงการได้ รับน้ำตาลแลคโตสจากนมวัว แต่ยังได้รับแคลเซียมและฟอสเฟตก็คือการรับประทานชีส เนื่องจากในกระบวนการการผลิตชีสนั้นได้ทำให้น้ำตาลแลคโตสในนมถูกดึงออกไปจน หมดนั่นเอง นอกจากนี้สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์นมที่ผ่านการหมัก (fermented milk) เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ได้ เพราะน้ำตาลแลกโตส ในผลิตภัณฑ์นมหมัก ถูก lactic acid bacteria ย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวแล้ว

ไม่มีเธอก็ไม่มีใคร

มาแกะรอย ความคิด ติดตามย้อน
ที่ซุกซ่อน ซ้อนใน กลางใจฉัน
คนที่ยัง ฝังตรึง รำพึงรำพัน
เขาคนนั้น นั่นคือเธอ เสมอมา

แสงจันทร์ส่อง แสงสาด สะอาดสวย
เหมือนส่องช่วย ใจฉัน ให้ฝันหา
จึงฝากคำ นำล่อง คล้องเมฆา
สู่ชายคา ประตูใจ ไปให้เธอ

ห่มความรัก อาบแสง แห่งจันทร์เจ้า
ห่มความฝัน ด้วยดาว พราวเลิศเล่อ
ห่มดวงใจ ไออุ่น หอมกรุ่นเสมอ
ด้วยรักเอ่อ ล้นทรวง ห่วงอาลัย

ใจฉันนี้ มีแต่เธอ อยู่เสมอ
หากขาดเธอ ใจนี้ ไม่มีใคร
ใจดำรง คงมั่น ไม่หวั่นไหว
เก็บรักไว้ ในฝัน นิรันดร

มือจับมือ

มือจับมือ ถือฉัน รั้งกันไว้
ฉันคงไม่ เดินหลงทาง จนห่างหาย
แม้ชีวิต ต้องฝ่าฟัน อันตราย
ใจและกาย มลายสิ้น ก็ยินดี

เธอนำพา ฝ่าทาง อันมืดมิด
เป็นเข็มทิศ ชี้ทาง ช่างสุขขี
มือที่จับ กระชับแน่น แสนเปรมปรีดิ์
คงถึงที ที่หมาย สู่ปลายทาง

อย่าปล่อยมือ ทิ้งฉัน กลางทางเปลี่ยว
มีเพียงเธอ หนึ่งเดียว เกี่ยวเคียงข้าง
แม้ปัญหา มาผจญ ทุกหนทาง
คนหัวใจ บาง ๆ กล้าย่างไป

กุมมือฉัน มั่นใจ ไปทุกหน
เคียงข้างคน รู้ใจ ไม่หวั่นไหว
บนเส้นทาง แห่งฝัน อันยาวไกล
ขอมีเธอ เป็นคู่ใจ ไปตลอดทาง

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

สุขจัง.............

คืนวันฉันเป็นสุข
ไม่ต้องทุกข์อย่างใครเขา
น้ำตาไม่โดนเข่า
ไม่ต้องเศร้าเจ้าปัญหา
อยากไปก็ไปรวด
ไม่เคยอวดอ้างศักดา
ปราดเปรียวเปรี้ยวนักหนา
เพราะแข้งขาเร่งพาไป
ไม่ทนคนใกล้ชิด
คนทำผิดเป็นจิตใจ
จะไปจงรีบไป
ชีวิตใหม่สดใสสวย
มองหาอนาคต
ที่สวยสดโชคอำนวย
สร้างงานทางร่ำรวย
ด้วยบังเอิญเหมือนเดินชน

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความพยายามที่สูญเปล่า

มันคงดี หากสิ่งทำ
ได้คำตอบ
ดังที่ชอบ ไม่ตรงข้าม กับ
ความฝัน
สิ่งทุ่มเท เธอเห็นค่า
รักษามัน
ใจของฉัน คงมีแรง
จะแข่งเดิน
มันตรงข้าม กับภาพร่าง
อย่างสิ้นเชิง
รักถูกเพลิง เฉยชาเข้า
เผาห่างเหิน
ไร้ความหมาย
ต้องทุกข์ทน
เพราะโดนเมิน
จนสุดเกิน ไม่ไหวรั้น
ดันทุรัง
ไม่เคยเลย จะได้รับ
หรือกลับคืน
ทนกล้ำกลืน มองความรัก
ถูกกักขัง
การยอมแพ้ คือทางออก
บอกใจฟัง
เพราะที่นั่ง ในหัวใจ
ไม่เจอแวว
เคยคิดว่า คุณความดี
จะมีสิทธิ์
และพิชิต ใจเธอได้
จากท้ายแถว
แต่วันนี้ เข้าใจซึ้ง ถึง
ต้องแจว
เพราะมันแผ่ว หมดแรงสู้
รู้ต้องพอ

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

รู้จักไหม? สาหร่ายพวงองุ่น

'

 มองดูอาจคล้ายกับผลไม้อย่าง องุ่นเขียว ใช่มั๊ยล่ะคะ?  แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ "สาหร่ายทะเล" นั่นเองค่ะ
               สาหร่ายทะเล  เป็น พืชชั้นต่ำชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเล   และเป็นอาหารที่นิยมบริโภคในต่างประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว  ประเทศที่นิยมบริโภคสาหร่ายทะเลได้แก่  จีน  ญี่ปุ่น  เกาหลี  และฟิลิปปินส์   โดยสาหร่ายที่เราเห็นกันอยู่ในภาพนี้  มีชื่อว่า  สาหร่ายพวงองุ่น  ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ  Caulerpa lentillifera J. Agardh   เป็น สาหร่ายทะเลสีเขียวที่มีใบ (รามูลัส) เป็นเม็ด ทรงกลม ใส สีเขียว  มีแขนงตั้งตรงลักษณะคล้ายพวงองุ่นแตกออกมาจากส่วนที่เลื้อยไปตามพื้นผิว   ส่วนปลายของแขนงย่อยเป็นทรงกลม  ซึ่งแตกปกคลุมหนาแน่นเกือบตลอดความยาวแขนง   มีรอยคอดชัดเจนระหว่างปลายแขนงย่อยที่เป็นทรงกลมกับส่วนก้านสั้น

ด้วย ความที่หน้าตามันมีลักษณะเป็นพวง  เม็ดกลมเป็นช่อ  คล้ายเหมือนกับองุ่น หรือไข่ปลาคาเวียร์สีเขียว  มันจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  "Sea grapes" หรือ "Green caviar"  ส่วนชาวญี่ปุ่นจะเรียกสาหร่ายชนิดนี้ว่า "Umi budo" ซึ่งแปลว่า องุ่นแห่งท้องทะเลค่ะ

 นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายพวงองุ่นชนิดนี้มาก  นั่นก็คือ  สาหร่ายช่อพริกไทย  ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายพวงองุ่น  แต่มีน้ำหนักเบากว่า  เนื่องจากมีลักษณะของเม็ดที่เล็กกว่า  คล้ายกับเม็ดพริกไทย จึงถูกเรียกว่า "สาหร่ายช่อพริกไทย" นั่นเอง

สาหร่ายพวงองุ่น จัดเป็นหนึ่งในสาหร่ายที่รับประทานได้  และยังมีรสชาติดีอีกด้วย  โดยเราอาจพบสาหร่ายชนิดนี้เจริญอยู่บนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทราย ในเขตน้ำขึ้นน้ำลงไปจนถึงเขตน้ำลงต่ำสุดบริเวณชายฝั่งที่มีคลื่นไม่รุนแรง  โดยอาจอยู่รวมตัวกันเป็นกระจุกหรือปะปนกับสาหร่ายชนิดอื่นตามซอกหินหรือ ปะการัง  ปัจจุบันสามารถพบสาหร่ายพวงองุ่นได้ในเขตประเทศอินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  ไทย  เวียดนาม และญี่ปุ่น  นอกจากนี้ยังแพร่กระจายไปในเขตร้อนอย่าง  เคนยา  มาดากัสการ์  โมแซมบิก  แทนซาเนียและปาปัวนิวกินี